รายละเอียด

เนื้อหา

โปรแกรมปฏิวัติพฤติกรรมเพื่อต้านโรคเรื้อรัง

From: Admin 25 มีนาคม 2561 09:09

อะไรเป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยทุกวันนี้

          ปัญหาหลัก ก็คือ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวเนื่องกับโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่นโรคหัวใจขาดเลือด อัมพาตอัมพฤกษ์ ความดันเลือดสูง โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน เป็นต้น สถิติล่าสุดของไทยบอกเราว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 32.4% เป็นสาเหตุการตายสูงสุดที่แซงหน้าการเสียชีวิตด้วยชราภาพซึ่งลดเหลือเพียง 23.5% นอกจากสถิติปัจจุบันจะบ่งบอกว่าโรคเหล่านี้ซึ่งมีน้อยมากในอดีตได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในปัจจุบันแล้ว เรายังทำนายได้อย่างค่อนข้างแม่นยำอีกด้วยว่าโรคเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาสุขภาพหลักของชาติเรามากขึ้นทับทวีคูณในช่วงเวลาอีก 20 ปีข้างหน้านี้

แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีขึ้นทุกวันก็จะรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้ไม่ใช่หรือ?

          ดูเผินๆก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ดูลึกๆแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีงานวิจัยขนาดใหญ่มากที่บอกเราได้ว่าถ้าเราเกาะติดกับรูปแบบของการรักษาแบบไฮเทคปัจจุบันนี้ไปแล้วอนาคตเราจะเป็นอย่างไร งานวิจัยนี้ชื่องานวิจัยยูโรแอสไปร์ (Euroaspire) เขาตามดูคนไข้โรคหัวใจหลอดเลือดจำนวน 13,935 คนซึ่งได้รับการรักษาอยู่ในโรงพยาบาลชั้นดี 76  แห่ง ใน 22 ประเทศของยุโรป โดยใช้ปัจจัยเสี่ยงของโรคเป็นตัวชี้วัด คนไข้เหล่านี้เป็นพวกที่ทำตัวดี ไปหาหมอตามนัด กินยาตามที่หมอบอก เมื่อตามดูนานถึง 12 ปีจึงพบว่ามีแต่สาละวันเตี้ยลง กล่าวคือ จากเดิมมีคนอ้วน 25% ก็เพิ่มขึ้นเป็น 33% คนเป็นความดันเลือดสูงเดิมมี 32% เพิ่มเป็น 43% คนเป็นเบาหวานเดิมมี 17% เพิ่มเป็น 20%อย่าลืมว่าคนเหล่านี้กินยาและใช้เทคโนโลยีอย่างดีรักษาทุกอย่าง แต่โครงสร้างสุขภาพกลับแย่ลง งานวิจัยนี้เป็นหลักฐานว่ารูปแบบของการดูแลคนป่วยโรคเรื้อรังซึ่งมุ่งไปที่การใช้ยารักษาอย่างที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันมันไม่ได้ผล 
 
แล้ววิธีไหนละคะที่ได้ผล

          คำตอบอยู่ที่ งานวิจัยการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ยกตัวอย่างเช่นงานวิจัยป้องกันเบาหวานในคนที่ใกล้จะเป็นเบาหวาน ซึ่งเรียกย่อว่างานวิจัยดีพีพีอาร์จี(DPPRG) เขาเอาคนที่ใกล้จะเป็นเบาหวาน หมายความว่า เจาะเลือดแล้วมีน้ำตาลสูงกว่า 100 มก.มาจำนวน 3,234 คน เอามาจับฉลากแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรก ให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง คือให้ออกกำลังกายจนถึงระดับมาตรฐาน ให้เปลี่ยนอาหารไปในทางเพิ่มผักผลไม้และลดแคลอรี่ กลุ่มที่สอง ให้กินยารักษาเบาหวาน กลุ่มที่สาม ไม่ทำอะไรเลย แล้วตามดูไป 5 ปี ก็พบว่า กลุ่มที่ปรับวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงกลายเป็นเบาหวานน้อยที่สุดคือ 4.8% กลุ่มที่กินยาเบาหวานเป็นเบาหวานมากกว่าคือ 7.8% กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลยเป็นเบาหวานมากที่สุดคือ 11.0% งานวิจัยนี้บอกเราว่าการปรับวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิงนี้ป้องกันเบาหวานได้ดีกว่าการใช้ยาเกือบเท่าตัว

          ในแง่ของความดันเลือดสูง การรวบรวมผลงานวิจัยในการประชุมนานาชาติ (JNC7)ก็สรุปได้ว่า มีวิธีลดความดันเลือดสูงลงโดยไม่ต้องใช้ยาได้หลายวิธี กล่าวคือ ถ้าอ้วนอยู่และลดน้ำหนักได้ 10 กก. ความดันจะลดลง 20 มม. ถ้าปรับอาหารไปทานหนักไปทางผักผลไม้และไขมันต่ำ จะลดความดันได้ 14 มม. ถ้าเลิกกินเค็มจะลดความดันได้ 8 มม. ถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอจะลดความดันได้ 9 มม. ถ้าดื่มแอลกอฮอล์มากแล้วลดแอลกอฮอล์ลงจะลดความดันได้ 4 มม. ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงศักยภาพของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงในการแก้ปัญหาโรคเรื้อรัง  
 

 คำว่า “ปรับวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง” นี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่

 
          คือแนวทางการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มีแคลอรี่สูง ชีวิตประจำวันที่ไม่มีโอกาสหรือแม้กระทั่งหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย การขาดการพักผ่อนที่พอเพียง การมีพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ ล้วนเป็นถนนที่จะนำพาเราไปสู่การป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งจะเป็นตัวบั่นทอนคุณภาพชีวิตของเราในบั้นปลายไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าขณะนี้เรายังไม่ป่วยและยังดีๆอยู่ก็ตาม การจะออกจากถนนเส้นนี้ไปได้เราต้องเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่เปลี่ยนนิดๆหน่อยๆ ต้องเปลี่ยนตัวเองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

ประเด็นสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็คือ

(1) ต้องเปลี่ยนจากคนไม่ออกกำลังกายไปเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

(2) ต้องเปลี่ยนอาหารที่มีแต่แคลอรี่สูงไปเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำแต่มีผักผลไม้สูงแทน

(3) ต้องจัดเวลาให้ตัวเองได้นอนหลับพักผ่อนมากพอและจัดการความเครียดให้ดี

(4) ต้องรู้ว่าตัวเรามีปัจจัยเสี่ยงสุขภาพตัวใดมากเป็นพิเศษแล้วก็ต้องมีกิจกรรมพิเศษเพื่อแก้ปัจจัยนั้น เช่นคนที่อ้วนก็ต้องมุ่งลดความอ้วน คนที่สูบบุหรี่ก็ต้องมุ่งเลิกบุหรี่ เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือสาระหลักของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิง หรือ Total Lifestyle Modification (TLM)

แต่ถ้าเป็นโรคเรื้อรังไปแล้วละ ยังจะมาป้องกันได้หรือ

          จากการที่มีงานวิจัยจำนวนมากบ่งชี้ว่าการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงให้โรคที่เป็นไปแล้ว ถอยกลับคืนได้ จึงได้เกิดแนวคิด “ป้องกันโรคทั้งๆที่เป็นโรคไปแล้ว (Secondary Prevention)” หมายความว่า คนที่เป็นโรคเรื้อรังไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ อัมพาตอัมพฤกษ์ เบาหวาน ความดัน โรคไต หรือแม้แต่มะเร็ง นอกจากการรักษาโรคด้วยยาอย่างที่ทำกันมาแต่เดิมแล้ว เราหันมาพุ่งเป้าเอาจริงเอาจังกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างสิ้นเชิงให้เป็นกระแสหลักควบคู่ไปกับการใช้ยาหรือใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์อื่นๆ ซึ่งที่รพ.พญาไทตอนนี้เรากำลังเอาแนวคิด secondary prevention มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างเป็นระบบจริงๆจังๆ

หมายความว่าอย่างไรคะ อย่างเป็นโรคหัวใจมากแล้วนี่ ยังต้องไปออกกำลังกายอีกหรือ?

          หมายความว่าเราจะไม่ดูแลกันแบบนัดมารับยาทีละกำมือแล้วก็นัดแล้วนัดอีก เราจะไม่ทำเพียงแค่นั้น แต่เราจะคุยกันถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง ตัวผู้ป่วยจะต้องเข้ามามีบทบาทในการปรับพฤติกรรมสุขภาพของตัวเอง โดยแพทย์เป็นผู้ช่วยหรือผู้ชี้แนะ

จะมีคนกล้าทำหรือคะ แค่ป่วยนี่ก็จะแย่อยู่แล้ว

          การไม่เปลี่ยนพฤติกรรมมันมีอุปสรรค์อยู่สองขั้นตอนใหญ่ๆ คือความไม่รู้หนึ่ง กับความไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองทั้งๆที่รู้อีกหนึ่ง 
ในการแก้ไขความไม่รู้นั้น แพทย์และพยาบาลที่ดูแลจะเพิ่มกิจกรรมการให้ความรู้เข้าไปในมาตรฐานการดูแลแต่ละโรคด้วย ที่รพ.พญาไท 2 เองกำลังก่อสร้างหอส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Hall) ซึ่งจะเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ชั้น 7 ของอาคาร 2 ที่นี่จะเป็นแหล่งให้ความรู้ในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดี เช่นมีการตั้งแสดงเรื่องทางโภชนาการว่าอะไรควรกิน อะไรไม่ควรกิน มีชั้นเรียนทำอาหารเพื่อให้ได้ลงมือปฏิบัติว่าการทำอาหารให้แคลอรี่ต่ำและอร่อยด้วยนั้นเป็นไปได้ มีชั้นเรียนออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคต่างๆและผู้ป่วยวัยต่างๆกันซึ่งต้องการคำแนะนำและฝึกทักษะในการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้เป็นตัวช่วยเปลี่ยนจากไม่รู้ให้เป็นรู้ จากทำไม่เป็นให้ทำเป็น


แล้วประเภทรู้แล้วแต่ทำไม่ได้นี่ละคะคุณหมอ

          เมื่อมีความตั้งใจแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้สำเร็จ คนเราจำเป็นต้องมีวินัยต่อตนเอง มีวินัยกลุ่ม และมีเพื่อนที่ดี ที่โรงพยาบาลพญาไท 2 เราพยายามเปิดให้มีกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆเพื่อให้มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยกัน อย่างเช่นกลุ่มฝึกกล้ามเนื้อสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เป็นต้น การทำอะไรด้วยกันเป็นกลุ่มจะได้อาศัยวินัยกลุ่มลากกันไป นอกจากนี้เรายังพยายามเป็นเพื่อนที่ดีให้กับผู้ป่วย กรณีที่เป็นผู้ป่วยเรื้อรังอยู่แล้ว เรากำลังปรับมาตรฐานการดูแลเฉพาะโรคให้มีภาคการติดตามช่วยเหลือให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสำเร็จเพิ่มเข้าไปจากการรักษาด้วยยาตามปกติ ในกรณีที่ยังไม่ป่วย เรามีโปรแกรมดูแลสุขภาพโดยแพทย์ประจำตัว หรือพีเอ็มพี. (PMP) ซึ่งย่อมาจาก Personalized medical program โปรแกรมนี้ก็คือโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีอย่างหนึ่ง ก็จะมีการตรวจสุขภาพประเมินปัจจัยเสี่ยงสุขภาพส่วนตัวและจัดทำแผนสุขภาพประจำปีเช่นเดียวกับโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีอื่นๆของพญาไท เพียงในโปรแกรมพีเอ็มพี.นี้แต่ทุกคนจะมีหมอประจำตัวที่จะเป็นเพื่อนที่ดีในการชักนำกระตุ้นและติดตามให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้สำเร็จ
 

 

แล้วการมีหมอเป็นเพื่อนที่ดีนี่มันเวอร์คไหมคะ


          ถ้าเอาตามเอาสถิติที่ผ่านมาตั้งแต่เราทำโครงการพีเอ็มพี.นี้มา มันเวอร์คนะครับ อัตราการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพต่างๆทำได้สูงกว่ากรณีที่ไม่มีหมอประจำตัว บางอย่างทำได้ดีมาก ยกตัวอย่างเช่น การเลิกบุหรี่ในโปรแกรมนี้มีคนสูบบุหรี่ 8 คน เลิกได้เกินหนึ่งปีแล้ว 6 คน ซึ่งเป็นอัตราที่ดีมาก อัตราการเลิกใช้ยารักษาโรคเรื้อรังเช่นยาลดความดัน ยาลดไขมันก็มีอัตราที่น่าพอใจ เลิกได้หลายสิบคน คือการมีหมอเป็นเพื่อนที่ดีนี้ดีแน่ ซึ่งโรงพยาบาลพญาไทเองก็เรียนรู้จากตรงนี้ คือ การจะเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ มันจะอาศัยเฉพาะความสัมพันธ์แบบหมอกับคนไข้อย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีความสัมพันธ์แบบคนกับคนด้วย หมายความว่าหากหมอและพยาบาลมีความ

รู้จักและเป็นเพื่อนกับคนไข้ได้มากเท่าใด โอกาสจะชักนำคนไข้ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพก็สำเร็จมากเท่านั้น

          ประเด็นสำคัญ ก็คือ ความเป็นเพื่อนที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้มันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโปรแกรมพีเอ็มพี.เท่านั้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังทุกโรคมักจะคุ้นเคยกับหมอของตัวเองมานาน ความเป็นเพื่อนที่ดีมันมีอยู่ก่อนแล้วตามธรรมชาติ การที่พญาไทเอาแนวคิด secondary prevention มาใช้อย่างเป็นกิจจะลักษณะนี้ เป็นเพียงการช่วยเตือนความจำถึงเนื้อหาสาระเชิงส่งเสริมสุขภาพที่แพทย์และพยาบาลจำเป็นต้องสื่อไปให้ถึงผู้ป่วยเรื้อรังแต่ละโรคเท่านั้น โดยอาศัยความเป็นเพื่อนที่ดีทีมีอยู่ก่อนแล้วเป็นเครื่องรองรับ